รู้หรือไม่ว่า กว่าจะมาเป็นไดโนเสาร์ที่กระดุกกระดิก ส่ายหาง โยกหัว อ้าปากร้องคำราม ทักทายผู้เข้าชมได้นั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน ?

     เมื่อผมได้โจทย์ว่าจะต้องมีไดโนเสาร์ 2 ตัวที่ขยับได้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า นั่นจึงเป็นเสมือนการบอกนัย ๆ ว่า ผมจะต้องเริ่มเก็บกระเป๋าและออกเดินทางตามล่าหาไดโนเสาร์แล้วล่ะซิ
     ก่อนอื่นผมและทีมงานต้องหาข้อมูลก่อนว่า เจ้าไดโนเสาร์ที่เราจะตามล่าหามันมานั้น มันเป็นชนิดไหน สายพันธุ์อะไร และคนที่จะตอบคำถามนั้นกับผมได้ดีที่สุดคงไม่พ้น อ.วราวุธ สุธีธร ที่ใครหลายๆ คนขนานนามว่าอินเดียนา โจนส์แห่งวงการบรรพชีวินวิทยาของไทย

เจ้าไดโนเสาร์ตัวแรกคือ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) เป็นไดโนเสาร์กินพืชคอยาว เดิน 4 เท้า มีความยาวประมาณ 15-20 เมตร เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของไดโนเสาร์ ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
     
     เจ้าไดโนเสาร์ตัวที่สองคือ สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis) เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ เดิน 2 เท้า มีขาหลังที่ใหญ่และแข็งแรง มีความยาวประมาณ 6.5 เมตร 
 

     โดยทั้งสองตัวนี้มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น เมื่อประมาณ 130 ล้านปีก่อน และที่สำคัญมันถูกขุดค้นพบที่จังหวัดขอนแก่น ภาคอิสานบ้านเรานั่นเอง นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมผมและทีมงานจึงต้องออกตามล่า พามันกลับมาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการกำเนิดและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า
     เมื่อไม่มีใครเกิดทันไดโนเสาร์ แล้วพวกเราเคยตั้งคำถามกันไหมว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าพวกไดโนเสาร์หน้าตามันเป็นอย่างไร ขนาดเท่าไหร่ คราวนี้ล่ะก็จะเป็นหน้าที่ของ อาจารย์วราวุธ ที่จะมาให้คำตอบกับพวกเราแล้วว่า นักธรณีวิทยาเค้าทำงานกันอย่างไร โดยทีมงานเราก็เริ่มตั้งแต่เข้าไปเก็บข้อมูลจากการพูดคุยกับอาจารย์อยู่หลายครั้ง เพื่อให้ทราบถึงลักษณะเฉพาะทางกายภาพของไดโนเสาร์ เริ่มทำความรู้จักไปตั้งแต่รูปร่าง ผิวหนัง ฟัน เล็บ อาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ เรียกได้ว่าต้องเข้าใจไปจนถึงโครงกระดูกกันเลยทีเดียว จึงจะนำมาออกแบบและปั้นเป็นชิ้นงานต้นแบบให้เห็นเป็นตัวตนก่อนที่จะนำไปผลิตชิ้นงานจริง

 

ภาพสเก็ตช์และโมเดลตัวอย่าง

ภาพแสดงลักษณะฟันของไดโนเสาร์ประเภทกินเนื้อ

     โจทย์ของการที่จะทำให้เจ้าหุ่นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักหลายตัน ขยับได้ราวกับมีชีวิตนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เริ่มจากการที่ทีมงานจะต้องกำหนดว่าจะให้ส่วนไหนของร่างกายหุ่นทั้งสองขยับได้บ้าง เช่น ดวงตาจะกะพริบได้ ปากอ้าขยับส่งเสียงร้องคำราม ส่วนท้องจะต้องยุบเข้าออกเสมือนว่ามันกำลังหายใจอยู่จริง

     และที่สำคัญเจ้าไดโนเสาร์ สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส เป็นชนิดที่กินเนื้อจะมีนิสัยดุร้าย เราก็จะสร้างความสมจริงขึ้นโดยให้ขาหน้าทั้งสองข้างยกขึ้น ขยับตามจังหวะการส่งเสียงร้องเสมือนว่ามันกำลังวิ่งไล่กวดคนดูอยู่กลาย ๆ

     ส่วนเจ้า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน เป็นไดโนเสาร์กินพืชที่มีขนาดใหญ่มหึมา มีนิสัยไม่ดุร้ายเราก็จะนำเอาลักษณะเด่นที่มีลำคอสูงยาวและหัวที่ส่ายไปมาได้เสมือนว่ากำลังหายอดไม้กินเป็นอาหารและบางจังหวะก็จะก้มหัวลงมาทักทายผู้เข้าชมไปพร้อมกับช่วงส่วนหางที่กวัดแกว่งไปมาราวกับมีชีวิต 

     เมื่อได้ลักษณะท่าทางต่าง ๆ แล้วขั้นตอนต่อไปคือ ทีมวิศวกรจะต้องออกแบบคำนวณตั้งแต่ขนาดเหล็กที่จะใช้ตามส่วนประกอบต่างๆ ขนาดและกำลังของมอเตอร์ที่ใช้จะต้องมีความแตกต่างกัน กำหนดจุดหมุนและข้อต่อต่างๆ ว่าจะอยู่ส่วนไหนของหุ่น รวมไปถึงการเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานด้วยระบบเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้เข้าชม ที่จะทำให้เจ้าได้โนเสาร์ทั้งสองตัวขยับและส่งเสียงร้องคำรามทักทายได้สมจริงที่สุดเมื่อมีผู้ชมเดินผ่าน

    หลังจากที่ผมและทีมงานได้ส่งตัวอย่างต้นแบบของเจ้าไดโนเสาร์ทั้งสองตัว ไม่ว่าจะเป็นโมเดลย่อขนาด และไฟล์ขึ้นรูปสามมิติ ที่ผ่านการให้คำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องจาก อ.วราวุธ ไปให้ทีมผลิต อีกซักประมาณเดือนนึงเห็นจะได้ ทางฝ่ายผลิตก็ติดต่อมาหาผมว่า อยากให้ผมเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของการขึ้นรูปร่างโครงกล้ามเนื้อ ขนาดและสัดส่วนต่าง ๆ ก่อนปิดผิวและทำสีในขั้นตอนต่อไป เมื่อผมเข้าไปที่โรงงานก็แอบอมยิ้มเล็ก ๆ เมื่อเห็นน้องไดโนเสาร์ทั้งสองตัวอยู่ในสภาพยืนยิ้มฟันหลอ สีเหลืองผสมชมพูอ่อนๆ ดูละมุนนุ่มฟูคล้ายขนมสายไหมหวานเจี๊ยบ หรือจะมองอีกทีก็ดูคล้ายกับว่าเจ้าไดโนเสาร์โดนปอกเปลือก ลอกผิวหนังออกจนหมดเกลี้ยง ช่างดูน่ารักไม่เหลือเค้าโครงความน่ากลัวเลยซักนิด

     “ฟองน้ำถือเป็นวัสดุหลักที่นำมาใช้ขึ้นรูปให้เป็นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ และใช้ห่อหุ้มโครงสร้างเครื่องยนต์กลไกภายใน สาเหตุที่ต้องใช้ฟองน้ำก็เพราะมีความยืดหยุ่นสูง เมื่อหุ่นขยับจะดูคล้ายกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิตจริงที่มีความยืดหยุ่นได้ เมื่อได้สัดส่วนร่างกายที่ถูกต้องแล้วในขั้นตอนต่อไปคือการหุ้มผิวหนัง วัสดุที่ใช้ก็จะประกอบด้วยผ้ายืดบาง ๆ และทาปิดทับผิวด้วยน้ำยางลาเท็กซ์เพื่อใช้ประสานและสร้างพื้นผิวให้เสมือนผิวหนังของจริง ๆ ของไดโนเสาร์ที่มีริ้วรอยและหยาบกร้าน

     ขั้นตอนที่สำคัญของการชุบชีวิตเจ้าไดโนเสาร์ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งนั่นก็คือ การแต่งแต้มสีสันและเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆ ซึ่งการที่จะกำหนดโทนสีของไดโนเสาร์แต่ละตัวนั้นก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากไดโนเสาร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกก่อนมนุษย์อย่างเรา ๆ มาเนิ่นนาน ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไดโนเสาร์มีขน มีหนัง มีเกล็ดหรือไม่ แล้วผิวหนังมันจะเป็นสีอะไรกันแน่ นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องหาคำตอบ       
     และสิ่งที่เป็นเสมือนกุญแจดอกสำคัญ พาเราย้อนกลับไปในอดีตหลายล้านปีนั่นก็คือฟอสซิลหรือซากดึกดำบรรพ์นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักบรรพชีวินวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ใช้ศึกษาและเก็บข้อมูลลึกลงไปถึงสารประกอบและสารอินทรีย์ต่างๆ จึงทำให้เรารู้ได้ว่าผิวหนังของไดโนเสาร์มีสีอะไรจากการศึกษาและวิเคราะห์สารตกค้างที่ปรากฏอยู่ในฟอสซิลนั่นเอง

     เมื่อจินตนาการผสานกับวิทยาศาสตร์ตามข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆ จึงทำให้เราเห็นภาพของไดโนเสาร์ทั้งสองตัวชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเราจึงเลือกใช้สีที่เป็นตัวแทนและบ่งบอกได้ถึงอุปนิสัย รวมทั้งเอกลักษณ์ของไดโนเสาร์ทั้งสองตัวที่เราต้องการสื่อสารให้กับผู้เข้าชม โดยเจ้าไดโนเสาร์สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส ใช้สีโทนร้อน สีแดง สีส้ม ส่วนเจ้าภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ใช้สีโทนเย็น สีเขียว สีเหลือง โดยกำหนดให้สีน้ำตาล สีครีม เป็นสีกลาง เพื่อเชื่อมโยงให้ทั้งสองตัวดูสัมพันธ์กันเมื่อนำมาจัดแสดงในพื้นที่เดียวกัน 

     ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากแต่งหน้าทาปากเรียบร้อยแล้วก็คือ การเปิดระบบควบคุมเพื่อทดสอบการเคลื่อนไหวในจุดต่าง ๆ ให้เจ้าไดโนเสาร์ได้ขยับแข้ง ขยับขา โยกตัวไปมา พร้อมอ้าปากส่งเสียงร้องคำรามคล้ายกับว่า ฉันพร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปสู่บ้านหลังใหม่ เพื่อพบกับเพื่อน ๆ ฝูงสัตว์ต่าง ๆ อีกมากมาย ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หรือที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้านั่นเอง