ส่วนจัดแสดงที่ถือว่าเป็น Hi-light หนึ่งของพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า คือส่วนจัดแสดงวนนิเวศของไทย ทั้งภายในและภายนอกอาคาร บอกเล่าถึงความหลากหลายของป่าในประเทศไทย ทีมงานต้องทำการบ้านอย่างหนัก โดยเริ่มตั้งแต่การค้นคว้า และออกแบบว่าแต่ละส่วนจะจัดแสดงไม้พันธุ์ไหน อย่างไร จากนั้นจึงเริ่มเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้ต้นไม้เหล่านั้นมา ต้นไม้หลายพันธุ์ที่เราต้องการนั้นไม่มีขายตามท้องตลาด หรือมีก็ไม่ได้ขนาดตามที่ต้องการ ไม่ก็เป็นต้นกล้าไปเลย เนื่องจากต้นไม้เหล่านี้ไม่นิยมเลี้ยงประดับบ้านเพราะดูแลค่อนข้างยาก จึงทำให้หายากมาก มหากาพย์ของการลงพื้นที่เพื่อเสาะหาพันธุ์ไม้จึงเกิดขึ้น
     หลายครั้งของการลงพื้นที่เราต้องกลับมามือเปล่า เสาะหาพื้นที่แล้วพื้นที่เล่าก็ยังไม่ได้ชนิดและขนาดที่ต้องการ แต่ความโชคดีก็พอมีอยู่บ้าง ครั้งหนึ่งเราได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ที่ปรึกษาด้านป่าชายเลน (ซึ่งต้องขอบคุณ ดร.วียะวัฒน์ แห่ง อพวช. ที่ได้ให้ความกรุณาแนะนำให้รู้จักและอนุเคราะห์ประสานงานให้ ทั้งยังให้ความช่วยเหลืออีกหลายครั้งคราตลอดทริปของการจัดหาพันธุ์ไม้) อาจารย์ท่านนี้แจ้งข่าวว่า มีพื้นที่หนึ่งในจังหวัดตราด ต้องการให้เราลองไปสำรวจดูว่ามีชนิดพันธุ์ไม้ที่ต้องการไหม จึงนัดทีมงานให้เดินทางไปอย่างเร่งด่วนฉับไวถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากเพราะพันธุ์ไม้ชายเลนที่เราต้องการนั้นหายาก

บุกป่าฝ่าดง…ตามล่าหาพันธุ์ไม้ชายเลน

     หลังจากการคัดเลือกต้นไม้ จึงทำการผูกเชือก เขียนป้ายบอกรหัสลงไปจำนวนมากพอสมควร ดูเวลาก็เย็นมากแล้ว สำหรับภารกิจพิชิตพันธุ์ไม้ป่าชายเลนนี้ใช้เวลาคัดเลือกถึง 2 วัน ส่งต่อให้ทีมงานขุดล้อมต้นไม้

          การล้อมต้นไม้ใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ เนื่องจากต้องใช้แรงงานคนขุดล้อมเท่านั้น เครื่องจักรไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เมื่อขุดล้อม ตัดราก และมัดตุ้มต้นไม้แล้ว ก็ต้องทิ้งไว้จุดเดิมถึง 3 เดือน เพื่อให้ต้นไม้ได้พักฟื้นและปรับสภาพในการจำกัดการหาอาหารมาเลี้ยงต้น นี่คือความท้าทายต่อมาของเรา คือ ต้นไม้เหล่านี้จะรอดจากการถูกขุดล้อมทุกต้นไหม ?
ต้นไม้ที่ถูกคัดเลือก จะผูกเชือกเขียนป้ายบอกรหัสเอาไว้ เพื่อให้ง่ายในการตรวจเช็คจำนวนและชนิดพันธุ์ เมื่อเทียบขนาดกับคนแล้ว ต้นไม้ที่นี่เป็นที่ถูกใจ สมกับที่เราตามหากันมาแสนนาน

          จากนั้นช่วงเวลาแห่งการขนย้ายก็เริ่มขึ้น ปรากฎว่ามีหลายต้นไม่รอดจากการขุดล้อม ต้นที่รอดถูกนำไปพักฟื้นและปรับสภาพต่างพื้นที่ เพื่ออนุบาลให้ต้นไม้นั้นอยู่รอดในสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ ซึ่งในระหว่างนั้น พื้นที่ที่ต้องนำต้นไม้ไปลงจริง ได้มีการปรับสภาพดิน รวมถึงระบบปรับอากาศและน้ำให้เหมาะสมเตรียมพร้อมไว้
          การให้น้ำเป็นน้ำจืดทั่วไป ไม่ใช่น้ำกร่อยตามสิ่งแวดล้อมเดิม เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด และเป็นความท้าทายอีกครั้งหนึ่ง เพราะถ้าต้นไม้ที่ขุดล้อมมานั้นเกิดตายหมดหลังจากการลงพื้นที่จริง ก็จะเท่ากับว่าสิ่งที่เราลงทุนลงแรงไปทั้งหมดนั้นไม่ได้อะไรกลับมาเลย

          และแล้วความพยายามของเราก็ออกดอกผล ต้นไม้จากป่าชายเลนส่วนใหญ่มีชีวิตรอดอยู่ได้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตนั้นต่างก็พยายามดิ้นรนเพื่ออยู่รอด แม้จะต้องปรับตัวอย่างมากในสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
          ป่าชายเลนของพิพิธภัณฑ์พระรามเก้าได้เติบโตอย่างสวยงาม พร้อมให้ได้เรียนรู้เพื่อสร้างประสบการณ์และความรู้แล้ว ลองหาเวลามาเยี่ยมชมกันดูนะครับ แล้วลองสังเกตว่าไม้จากป่าชายเลนที่เรานำมาปลูกนี้ มีสภาพเหมือนหรือต่างจากที่คุณเคยพบเห็นในธรรมชาติหรือเปล่า ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ